แชร์ประสบการณ์จากไม่มีพื้นฐานสู่การได้ทุนระดับประเทศ
- endeavourstudyth
- May 26, 2024
- 1 min read
Updated: Jun 23, 2024
จุดเริ่มต้นของพี่โมเม นักเรียนโรงเรียนม.ปลายประจำจังหวัด ที่เริ่มเรียนภาษาจีนตอนม.สี่ และใช้เวลาสามปีเพื่อสอบผ่าน HKS 6 และได้ทุนเรียนฟรีสี่ปีที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศจีน และ ของเอเชีย

จุดเริ่มต้นการเรียนภาษาจีน
เราเริ่มเรียนภาษาจีนตอนขึ้น ม.4 ตอนนั้นพื้นฐานภาษาจีนเป็นศูนย์ เริ่มเรียนตั้งแต่ระบบพินอินง่าย และตัวอักษรพื้นฐานอย่าง ตอนนั้นตั้งปณิธานไว้ว่าต้องพูดภาษาจีนให้ได้ก่อนเรียนจบมัธยม ถ้ามีการเข้าค่ายที่ประเทศจีน หรือการแข่งขันภาษาจีนใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้เราได้ฝึกพัฒนาภาษาจีนเราจะเข้าร่วมแน่นอน ตอนเริ่มเรียนนอกจากตั้งใจเรียนในห้องแล้ว เราก็ท่องศัพท์ HSK2 แบบมีพินอินทุกวัน เก็บสั่งสมไปเรื่อย ๆ เข้าร่วมติวสอบทุกครั้ง ดาวน์โหลดสอบเก่าหลายฉบับจากเว็บไซต์สมัครสอบมาฝึกทำ จนสุดท้ายสอบผ่าน HSK2 ได้ด้วยคะแนนที่น่าพอใจ ถึงจะเป็นการวัดระดับภาษาระดับต้น แต่ก็เป็นความสำเร็จขั้นแรกของการเรียนภาษาของเรา และเป็นกำลังใจให้พยายามต่อ
ปิดเทอมฤดูร้อนก่อนขึ้น ม.5 มีค่ายภาษาและวัฒนธรรมจีนระยะสั้นที่จัดขึ้นแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยที่หลังจบค่ายนักเรียนที่สอบได้ 10 อันดับแรกจะได้มีโอกาสไปเข้าค่ายระยะสั้นที่มหาวิทยาลัยในประเทศจีน เราเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ไปสัมผัสการเรียนที่ประเทศจีนเลยสมัครเข้าร่วมโครงการ และเราได้รับโอกาสเป็นหนึ่งในสิบของนักเรียนภาคตะวันออกที่ได้มาเข้าค่ายที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะยังพูดจีนไม่เก่ง แต่การเรียนภาษาต้องกล้าพูด กล้าถาม ไม่กลัวผิด เพราะถ้าไม่ฝึกเราจะพัฒนาได้ช้า ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ในค่ายเรารู้สึกว่าภาษาจีนของเราพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด สามารถไปซื้อของจากร้านในมหาวิทยาลัยได้เอง ในคลาสวัฒนธรรมก็พยายามชวนครูเจ้าของภาษาคุยเยอะ ๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไร ได้มาเข้าค่ายทั้งทีต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด ตอนมาจีนครั้งแรกสิ่งที่เราตื่นตาตื่นใจมากคือ ราคาหนังสือที่ประเทศจีนถูกมาก ตอนนั้นซื้อหนังสือกลับบ้านมาเยอะเลย ทั้งหนังสืออ่านเล่นแบบพื้นฐาน และหนังสือเตรียมสอบ HSK4-6 ตั้งใจว่า ม.5ต้องสอบ HSK4 ให้ผ่าน
เริ่มเข้าสู่วงการแข่งขันภาษาจีน
ขึ้น ม.5 คุณครูเห็นความพยายามและพัฒนาการที่ดีขึ้น เลยอยากให้เราลองเวทีแข่งขัน ถึงตอนนั้นจะยังไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง แต่ไม่รู้สึกกลัวแพ้เลย คิดว่าถ้าได้ลงแข่งก็ต้องไปฝึกซ้อม ถึงจะไม่ได้รางวัลก็ยังได้พัฒนาตัวเอง เลยรับมอบโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งขันงานสะพานภาษาจีน(汉语桥) ซึ่งตอนนั้นเป็นเวทีแรก ภาษาจีนยังไม่แข็งแรงมาก จึงได้เพียงรางวัลรองชนะเลิศในระดับภาคตะวันออก และไม่ได้ไปแข่งต่อในระดับชาติ จากการฝึกซ้อมสุนทรพจน์ เราได้ฝึกการออกเสียงและสำเนียงที่ถูกต้อง ทำให้ทักษะการพูดของเราดีขึ้นมาก หลังแข่งขันได้ไปเข้าค่ายภาษาระยะสั้นสองสัปดาห์ที่เมืองปักกิ่ง เป็นการไปจีนรอบที่สองของเราสนุกขึ้นมาก นอกจากได้ไปเที่ยวที่เที่ยวสำคัญของประเทศจีนอย่างกำแพงเมืองจีน พระราชวังต้องห้าม เรายังรู้สึกว่าการเข้าค่ายครั้งนี้เราได้สื่อสารมากขึ้น เพราะต้องจับกลุ่มทำกิจกรรมและเที่ยวร่วมกันกับเพื่อนคนจีน กลับจากค่ายเราก็เตรียมสอบ HSK4 อยู่ประมาณครึ่งปี จนสอบผ่านได้สำเร็จ ฝึกการอ่านด้วยการทำข้อสอบเก่า โดยจับเวลาเหมือนตอนสอบจริงทุกวัน ท่องศัพท์โดยเน้นคำที่เจอในข้อสอบจริง ฝึกเขียนด้วยการเขียนไดอารี่ภาษาจีน ส่วนพาร์ทฟัง ฝึกโดยการฟังเทปข้อสอบจริงทุกเช้าตอนนั่งรถไปโรงเรียน เพื่อจะได้คุ้นชินกับน้ำเสียง และความเร็วในการพูด ซึ่งวิธีนี้ทำให้ข้อสอบพาร์ทฟังของเราได้ 100 คะแนนเต็ม
จากศูนย์สู่ที่หนึ่งระดับประเทศ
ต่อมาเราได้มีโอกาสไปแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งที่ 64 รายการสุนทรพจน์ภาษาจีน ครั้งนี้เริ่มตั้งความหวังกับตัวเองมากขึ้น พยายามมากกว่าครั้งก่อน ช่วงนั้นนอนไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น เพราะซ้อมสุนทรพจน์พร้อมเตรียมสอบ HSK4 ไปด้วย กิจวัตรหลังเลิกเรียนคือซ้อมสุนทรพจน์หลายชั่วโมง ต้องท่องบทที่มีความยาวถึงหน้ากระดาษให้คล่อง และต้องเตรียมตอบคำถามจากกรรมการที่เราไม่รู้มาก่อนว่าจะถามอะไร กลับบ้านมาข้อสอบ HSK เก่า ฝึกทักษะการเขียนด้วยการเขียนไดอารี่เป็นภาษาจีน เพื่อฝึกการใช้ไวยากรณ์ให้ถูกต้อง ถึงจะเหนื่อยมากจนป่วยก่อนแข่ง แต่จากความพยายามครั้งนี้ เราได้รางวัลอันดับหนึ่งเหรียญทองระดับชาติ! จากที่คิดว่ายังไม่พร้อมไปเรียนต่อที่จีน เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น คิดว่าถ้าเตรียมตัวดี ๆ จบ ม. 6 น่าจะยื่นสอบขอทุนเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศจีนได้
ปิดเทอมฤดูร้อน ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่า เลยขอแม่ไปเรียนคอร์สระยะสั้นที่ประเทศจีนอีกครั้ง คราวนี้ไปทั้งหมด 5 สัปดาห์ ไปเรียนกับพี่ ๆ ในมหาวิทยาลัย นอนหอในมหาวิทยาลัย คอร์สระยะสั้นนี้สอนเนื้อหาปรับพื้นฐานของนักเรียนระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นจะมีความยากและลึกกว่าเนื้อหาในห้องเรียนมัธยม หลังจากจบการเรียนระยะสั้นครั้งนี้เราได้ความรู้เยอะมากได้เรียนทักษะ ฟัง พูด อ่านและเขียนอย่างเป็นระบบ ทุกวันก่อนเรียนเหลาซือจะให้นักเรียนในห้องแชร์เนื้อหาข่าวใหม่ ๆ เราก็ได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ไปด้วย ตอนเรียนด้วยความที่เราเป็นน้องเล็กที่สุดในห้องเลยไม่ค่อยอายเวลาที่ไม่เข้าใจก็ถามเหลาซือทันที พยายามไปคุยกับเหลาซือหลังเลิกคลาส ทำแบบฝึกหัดตามที่เหลาซือแนะนำ กลับจากจีนมาไม่นานก็สอบ HSK5 ผ่าน ซึ่งผลสอบก็ยืนยันว่าเราพัฒนาเยอะมากจริง
ทุนเรียนฟรี 4 ปีที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
พอขึ้น ม.6 ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันสะพานภาษาจีนอีกครั้ง เป็นการแข่งกับนักเรียนทั่วประเทศไทย ทั้งโรงเรียนรัฐบาล เอกชน และโรงเรียนวิชาชีพ ซึ่งก็รวมไปถึงเพื่อน ๆ จากโรงเรียนจีนที่เรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก การแข่งขันสะพานภาษาจีน เป็นการวัดระดับรอบด้าน ทั้งภาษาความรู้ทั่วไป และความสามารถพิเศษ ฉะนั้นการเตรียมตัวในการแข่งครั้งนี้จึงเหนื่อยและสนุกกว่าครั้งก่อน นอกจากซ้อมสุนทรพจน์แล้วต้องแบ่งเวลาซ้อมการแสดง เราเลือกแสดงดนตรีจีนที่ชื่อว่า จงหร่วน(中阮)ซึ่งก็ต้องใช้เวลาซ้อมหลายชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทั้งยังต้องอ่านหนังสือเพื่อนเตรียมตอบคำถามความรู้ทั่วไป อย่างเช่นวรรณกรรมคลาสสิคของจีน ชื่อเมืองเขตปกครองพิเศษ บุคคลสำคัญของประเทศจีนเป็นต้น จากความพยายามคราวนี้ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งของประเทศไทย และได้เป็นตัวแทนไปชมการแข่งขันระดับนานาชาติเป็นเวลาสองสัปดาห์ที่เมืองคุนหมิงประเทศจีน การไปจีนครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะไม่มีคลาสเรียนภาษาในห้อง แต่จะเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตกับเพื่อนต่างชาติที่มาจากหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยมีภาษาจีนเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขมาก ซึ่งประสบการณ์ครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากมาเรียนต่อที่ประเทศจีนอย่างจริงจัง เริ่มหาข้อมูลมหาวิทยาลัย ลองยื่นสอบทุนของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตามคำแนะนำของครู เตรียมตัวสอบ พอผ่านรอบข้อเขียนก็จะได้ไปต่อรอบสัมภาษณ์ วันสัมภาษณ์จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย จับฉลากคำถามและแข่งกันตอบ ด้วยความที่เราฝึกทักษะการพูดมาอย่างดีตลอดสามปีเลยน่าจะได้เปรียบในรอบนี้ ผลสอบออกมาคือเราได้ทุนเต็มครอบคลุมระดับปริญญาตรีทั้ง 4 ปี โดยไม่ต้องเรียนปรับพื้นฐาน
ถึงสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว แปลว่าการได้ภาษาจีนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เรายังต้องเสริมความรู้ด้านวิชาการอีก เลยซื้อหนังสือเรียนของมหาวิทยาลัยเช่น วิชาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม มาอ่านก่อนล่วงหน้าในช่วงปิดเทอม ซึ่งก็เป็นวิธีการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนที่ดี เนื่องจากตอนเรียนจริงต้องเรียนรวมกับเพื่อนที่มีพื้นฐานความรู้ทางวิชาการต่างกันทำให้เราปรับตัวได้ง่ายขึ้นค่ะ เป็นสิ่งที่แนะนำให้น้อง ๆ ทุกคนลองทำตามดูค่ะ
สิ่งที่อยากบอกน้องๆ ที่สนใจเริ่มต้น เรียนภาษาจีน หรือ กำลังเตรียมตัวขอทุนที่จีน
สำหรับน้อง ๆ ที่อยากเริ่มเรียนภาษาจีนแต่ยังไม่มีพื้นฐาน พี่หวังว่าประสบการณ์ของพี่คงบอกได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาคือความพยายามอย่างต่อเนื่อง อย่าไปกลัว การผิดพลาดทำให้เราได้เรียนรู้ ใช้แบบผิด ๆ ถูก ๆ ไปก่อน แนะนำให้เริ่มจากการฟังเยอะ ๆ อย่างฟังเพลง ฟังนิทาน ดูหนัง หรือวิธีพี่คือฟังเทปข้อสอบไปเลย การรับรู้ข้อมูลจำนวนมากทำให้เรามีคลังภาษาเพื่อที่จะส่งออกข้อมูล (การพูด) จากนั้นค่อยฝึกการอ่านเพื่อทำความเข้าใจบริบทการใช้ภาษา และฝึกส่วนที่ยากที่สุดคือการเขียน ถึงไวยากรณ์จีนจะมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทย แต่ตัวอักษรจีนยังมีความซับซ้อนและต้องใช้ความละเอียดในการจำ
และแน่นอนค่ะ การได้ไปใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมเจ้าของภาษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์มากในการเรียนภาษา การที่พี่ไปเข้าค่ายที่ประเทศจีนหลายครั้ง มีส่วนช่วยอยากมากในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษา การเข้าใจวัฒนธรรมจีน ช่วงปิดเทอมม.ปลาย พี่ไปเข้าค่ายทุกปิดเทอมที่มีโอกาสเพราะการใช้ชีวิตในค่ายภาษาเราต้องพูดคุยกับผู้คนท้องถิ่นที่อย่างคุณป้าขายอาหาร คุณตาร้านขายของ หรือคุณลุงคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนไม่ได้พูดภาษาจีนกลางชัดถ้อยชัดคำเหมือนในห้องเรียน การไปใช้ภาษาจีนในสถานการณ์จริงทำให้เราได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง หลังการได้มาค่ายภาษาหลายครั้ง เหมือนการจำลองชีวิตในประเทศจีนแบบระยะสั้น ทำให้ตอนที่มาเรียนปริญญาตรีที่ประเทศจีนสามารถปรับตัวได้ง่ายมากขึ้นด้วยค่ะ
ถึงอย่างไรก็ตาม พี่อยากให้เชื่อว่าการเริ่มเรียนภาษาไม่มีคำว่าสายเกินไป เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มเรียนคือ ตอนนี้ ค่ะ
Endeavour Study. Your future self will thank you for it.
Comments